เวลาทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น

แคว้นและเมืองสำคัญในสมัยพุทธกาล

กบิลพัสดุ์

กบิลพัสดุ์ (บาลี: Kapilavatthu กปิลวัตถุ; สันสกฤต: Kapilavastu กปิลวัสตุ; อังกฤษ: Kapilavastu) เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นสักกะ เป็นเมืองของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระโคตมพุทธเจ้า เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเจริญพระชนม์ และประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา

ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนตอนเหนือประเทศอินเดีย ยังเหลือซากเมืองอยู่เป็นหลักฐาน และ ไม่ห่างจากเมืองนี้มี สังเวชนียสถานที่สำคัญ คือ สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่าลุมพินีวัน ปรากฏอยู่ บริเวณลุมพินีมีวัดพุทธของประเทศไทย และ ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอีกหลายวัด เป็นดินแดนที่ พุทธศาสนิกชนทั่วโลก นิยมไปแสวงบุญกัน

กบิลพัสดุ์ แปลตามศัพท์ว่า “ที่อยู่ของกบิลดาบส” เพราะบริเวณที่ตั้งเมืองนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของดาบสชื่อ กบิล พวกเจ้าศากยะได้มาจับจองตั้งเป็นเมืองขึ้น และตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่ากบิลพัสดุ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ กบิลดาบส

ความสำคัญ
ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่หนักแน่น ว่าสถานที่ปัจจุบันที่ ใช้เป็นสังเวชนียสถาน เพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และแสวงบุญของชาวพุทธนั้น เป็นเมืองกบิลพัสดุ์จริงตามพระไตรปิฏก

เมืองกบิลพัสดุ์ในปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 2442 นักโบราณคดีได้แกะรอย แนวที่ตั้งของเสาพระเจ้าอโศกมหาราช และตำนานการสร้างเมือง มาจนพบกับเมืองโบราณร้างชื่อ “ติเลาราโกต” อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับกรุงกบิลพัสดุ์ ตามที่ระบุในเอกสารหลายฉบับ “อยู่ทางใต้ของเชิงเขาหิมาลัย 16 กิโลเมตร สวนลุมพินีวันห่างออกไป 35 กิโลเมตร ทางตะวันออก ทางตะวันตกมีลำน้ำสาขา ของแม่น้ำคงคาไหลผ่าน”

หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดี ยืนยันว่ามีความเป็นเมืองโบราณ ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลประมาณ 100 ปี และ ได้ความเจริญต่อเนื่อง มาจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 7 ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไป

ปัจจุบันเมืองโบราณติเลาราโกตแห่งนี้ รวมทั้งลุมพินีวัน ได้รับการประกาศ จากยูเนสโก ให้นับเป็นมรดกโลก ที่อยู่ในประเทศเนปาล

เทวทหะ

เทวทหะ (อังกฤษ: Devadaha) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกลิยะ 1 ใน มหาชนบทในสมัยพุทธกาล เป็นเมือง ที่ประสูติของพระนางสิริมหามายา ผู้เป็นพระราชมารดา ของเจ้าชาย สิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นเมืองพี่เมืองน้องในฐานะ พระประยูรญาติของศากยวงศ์ และโกลิยวงศ์แห่งแคว้นสักกะ (กรุงกบิลพัสดุ์) และ โกลิยะ (กรุงเทวทหะ) เมืองแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือเพียงซากโบราณสถาน อยู่ในเขต ประเทศเนปาล ติดชายแดนตอนเหนือของประเทศอินเดีย ยังเหลือซากเมือง อยู่เป็นหลักฐาน และไม่ห่างจากเมืองนี้มีสังเวชนียสถาน ที่สำคัญ คือสถานที่ประสูติ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่า ลุมพินีวัน ปรากฏอยู่ บริเวณลุมพินี มีวัดพุทธของประเทศไทย และของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอีกหลายวัด เป็นดินแดนที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลก นิยมไปแสวงบุญ

เทวทหะในปัจจุบัน
เทวทหะปัจจุบันตั้งอยู่ห่างจากกบิลพัสดุ์ไปทางทิศตะวันออก 22 กิโลเมตร ห่างจาก กับ แม่น้ำโรหิณี ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร ปรากฏคันคูเมืองกำแพงเมือง โบราณก่อด้วยหิน ภายในซากเมืองเก่าปรากฏเนินดินโบราณ ที่ยังไม่ได้ขุดค้น จำนวนมาก เช่น รามคามเจดีย์ สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตที่กรุงเทวทหะได้รับจาก โฑณพราหมณ์ นักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ในบริเวณโบราณสถาน เมืองเก่าเทวทหะนี้ ปัจจุบันมีเทวาลัยฮินดูหลังหนึ่งที่ชาวบ้านสร้างไว้ ภายใน ประดิษฐาน มูรติสิริมหามายา ประติมากรรมภาพแกะสลักหินทราย ที่ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นรูปของพระนางสิริมหามายาด้วย

สภาพของเมืองเก่าเทวทหะ ในปัจจุบันยังไม่เคยมีนักโบราณคดีสำรวจขุดค้นอย่าง จริงจัง คงปล่อยให้เป็นเนินดินฝังซากโบราณสถานจำนวนมากไว้ ทำให้นักจาริก แสวงบุญส่วนใหญ่ ไม่ค่อยนิยมมาเมืองเทวทหะนี้

แม่น้ำโรหิณี สมัยพุทธกาล

แม่น้ำโรหิณีเป็นแม่น้ำสายสำคัญของทั้งสองเมือง คือกบิลพัสดุ์และเทวทหะ ปัจจุบัน แม่น้ำโรหิณี ยังคงรักษาชื่อเดิมไว้ เมื่อไปถึงกรุงกาฏมัณฑุ จะมีสะพาน ข้ามแม่น้ำ แห่งหนึ่ง บอกว่า Rohini Khola นั่นคือสะพานข้ามแม่น้ำโรหิณี ซึ่งไหลมาจาก หิมาลัย เช่นเดียวกับแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ เช่น อโนมานที คงคา

แม่น้ำโรหิณี ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายในครั้งพุทธกาล

เนื่องด้วยทั้งสองเมือง ประชาชนเลี้ยงชีพ กันด้วยการเกษตรกรรม และแม่น้ำโรหิณี ก็เป็นแม่น้ำแห่งชีวิต ของชาวเมืองหลายครั้ง เกิดปัญหาเรื่องการไขน้ำเข้านา จนเกือบเป็นสงครามครั้งหนึ่งเกิดการทะเลาะวิวาทของชาวเมืองสองเมือง เรื่องการ ไขน้ำเข้านา ลามจนกระทั่งถึงเรื่องของกษัตริย์สองเมือง จะยกทัพกันมาห้ำหั่นกัน ด้วยเรื่องแย่งน้ำ

พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จมาห้ามทัพ (เป็นที่มาของพระพุทธรูป ปางห้ามญาติ) เมื่อมาถึงตรัสถามว่า พวกมหาบพิตรจะทำสงครามกันด้วยเหตุอะไร ทั้งสองฝ่ายทูล ตอบว่าเพราะเรื่องน้ำ พระองค์ตรัสต่อไปว่า น้ำ กับ ชีวิตความเป็นกษัตริย์ อะไรมีค่า มากกว่ากันทั้งสองฝ่ายทูลว่า น้ำมีค่าน้อยชีวิต และความเป็น กษัตริย์ มีค่ามากกว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ไม่ควรเลยที่ท่านทั้งหลาย จะทะเลาะ กันเพียงเพราะ เรื่องน้ำ หากอาตมภาพไม่อยู่ในที่นี้ ในวันนี้แม่น้ำคือโลหิต คงจะท่วมทับบริเวณนี้ เป็นแน่ ตรัสดังนี้แล้วทำให้พวกพระญาติได้สติ

ในคราวที่พระอานนท์กำลังจะนิพพาน เมื่อท่านรู้ว่าได้เวลาอายุขัยของท่านแล้ว ท่านเกรงปัญหาว่าจะเกิดเรื่องการแย่งพระธาตุของท่าน หลังจากปรินิพพาน จึงได้ไป นิพพานที่บริเวณแม่น้ำโรหิณี เมื่อถึงแล้วได้เข้าเตโชธาตุ อธิษฐานให้สรีระ ไหม้ และพระธาตุแตกออกเป็นสองส่วน เมื่อท่านนิพพานแล้วพระธาตุ แตกออกเป็น สองส่วน เหนือน้ำโรหิณี และตกไปยังทั้งสองฝั่งเมือง พระญาติของ แต่ละฝ่าย จึงได้นำเอาไปสักการะบูชา

ราชคฤห์

ราชคฤห์ (บาลี: ราชคห; สันสกฤต: राजगिर ราชคริ; ฮินดี: राजगीर ราชคีร; อังกฤษ: Rajgir; อูรดู: راجگیر ‎) เป็นชื่อเมืองหลวงของ แคว้นมคธ สมัยพุทธกาล เป็นเมืองในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร

ราชคฤห์เป็นเมืองตั้งหลักพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าเสด็จ ไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองนคร เป็นเมืองที่มีประวัติความเกี่ยวข้อง กับพระพุทธศาสนามากที่สุด สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกยังปรากฏอยู่มากมาย เช่น พระคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

ถ้ำสุกรขาตา ที่พระสารีบุตรได้บรรลุธรรม ถ้ำสัตบรรณคูหา ที่ทำสังคายนาครั้งแรก เป็นต้น

สถานะเมืองหลวงของราชคฤห์ ถูกเปลี่ยนโอนไปอยู่ที่ปาฏลีบุตร ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ส่งผลให้ราชคฤห์ในปัจจุบัน เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ในรัฐพิหาร มีผู้อยู่อาศัยไม่มาก มีสภาพเกือบเป็นป่า แต่เป็นสถานที่แสวงบุญ ของชาวพุทธทั่วโลกแห่งหนึ่ง

คยา

คยา (อังกฤษ: Gaya) คือตำบลหนึ่งในอำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ 100 กิโลเมตร ทางใต้ของเมืองปัฏนา ตัวเมืองทอดยาว ไปตามชายฝั่ง ของแม่น้ำเนรัญชรา เมืองแห่งนี้เป็นเมืองสำคัญ ทั้งของศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู เพราะเป็นทั้งที่ตั้งของสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธ ศาสนา และสถานที่ ๆ ถูกกล่าวถึง ในตำนานปรัมปราในคัมภีร์รามายณะ ของศาสนา ฮินดู โดยภูมิประเทศของคยาเต็มไปด้วยภูเขาหินขนาดเล็ก

คยา เป็นเมืองที่เป็นทั้งที่ตั้งของ คยาสีสะ สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดง อาทิตตปริยายสูตร เพื่อโปรดแก่เหล่าชฏิล 1,003 รูป และวัดวิษณุบาท วัดฮินดู ที่ เป็นที่ประดิษฐานของหิน ที่ชาวฮินดูนับถือว่าเป็นรอยบาทของพระวิษณุ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สำคัญ 1 ใน 7 แห่งของศาสนาฮินดู

ความสำคัญ
คยาสีสะ (หรือเขาพรหมโยนีตามตำนานของฮินดู) สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดง อาทิตตปริยายสูตรแก่หมู่ภิกษุชฏิล 1,003 รูปจนสำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด

ในอดีตสมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แถบตำบลนี้เป็นที่อยู่ของชฏิลสามพี่น้องคือ อุรุเวลา กัสสปะ, นทีกัสสปะ, คยากัสสปะ และบริวารของตนรวม 1,003 รูป ที่ตั้งสำนักบูชาไฟ ของตน เรียงกันไปตามแม่น้ำเนรัญชรา เป็นที่เคารพศรัทธาของคน ในแคว้นมคธ เป็นอย่างมาก พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมาโปรดชฏิลเหล่านี้

หลังจากตรัสรู้ที่ตำบล ที่ใกล้กับที่ตั้งสำนักของอุรุเวลกัสสปะ และบริวาร (อุรุเวลา เสนานิคม) โดยเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์และจำพรรษาแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ก่อน และทรงกลับมาทรงกระทำการทรมาน ทิฏฐิมานะ ของชฏิล ด้วยการแสดง อภินิหาร หลายประการ จนเหล่าชฏิลทั้งหมดยอมรับนับถือ และบรรพชาในพระพุทธ ศาสนา และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง อาทิตตปริยายสูตร แก่เหล่าชฏิลจนบรรลุ เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ที่ คยาสีสะ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลคยาในปัจจุบัน

ปัจจุบัน คยาสีสะ สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ชฏิลจนบรรลุพระอรหันต์ ยังคงมีชื่อเรียกว่า คยาสีสะ เหมือนในพุทธกาล โดยมีสถูปเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในจุดที่ชื่อว่า เป็นสถานที่พระพุทธองค์แสดงธรรมในครั้งนั้นด้วย

นอกจากสถานที่ทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีวัดฮินดูชื่อว่าวัดวิษณุบาท ที่ชาวฮินดู เชื่อว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยบาทของพระวิษณุ ตามคัมภีร์รามายณะด้วย โดยมีชาวฮินดูมาสักการะเป็นประจำ

นาลันทา

นาลันทา เป็นชื่อเมือง ๆ หนึ่งในแคว้นมคธ อยู่ห่างจากพระนครราชคฤห์ประมาณ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) ณ เมืองนี้มีสวนมะม่วง ชื่อ ปาวาริกัมพวัน (สวนมะม่วงของ ปาวาริก เศรษฐี) ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรมหลายครั้ง คัมภีร์ฝ่ายมหายานกล่าวว่า พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นอัครสาวก เกิดที่เมืองนาลันทา แต่คัมภีร์ฝ่ายบาลี เรียกถิ่นเกิด ของ พระสารีบุตรว่า หมู่บ้านนาลกะหรือนาลันทคาม “นาลันทามหาวิชชาลัย ของพุทธศาสนา นิกายมหายาน”

ที่ตั้งของเมืองนาลันทาในปัจจุบัน

นาลันทาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากเมืองราชคฤห์ใหม่ประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากเมืองปัตนะ รัฐพิหาร ประมาณ 90 กิโลเมตร ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ภายหลังการขุดค้นพบ ซากมหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว ทางรัฐบาลรัฐพิหารได้ประกาศยกฐานะ หมู่บ้านนาลันทา เป็นอำเภอนาลันทา (ที่ว่าการอำเภออยู่ที่พิหารชารีฟ ตั้งอยู่ห่างจากนาลันทา 12 กิโลเมตร)

นาลันทาในความหมายเชิงนิรุตติศาสตร์
คำว่า นาลันทา วิเคราะห์เชิงนิรุกติศาสตร์ได้ 5 นัย ดังนี้

โบราณาจารย์บอกว่านาลันทา เลือนมาจากประโยคว่า น อลม ทา แปลว่า ฉันจะไม่ให้ มีตำนาน เสริมว่าสมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ ทานบารมี เป็นที่รู้จักกันดี จนไม่มีใครได้ยินคำว่า ฉันจะ ไม่ให้ นาลันทา มาจากคำ 2 คำ คือ นาลัน แปลว่า ดอกบัว และ ทา แปลว่า ให้ หมายถึง ให้ดอกบัว มีตำนานเสริมว่าบริเวณนี้มีดอกบัวมาก แม้ปัจจุบันก็ยังมี ดอกบัวมากอยู่ จึงเป็นเหมือน สถานที่ให้ดอกบัว นาลันทา เป็นชื่อพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระบัวใหญ่ ณ บริเวณมหาวิทยาลัย นาลันทาปัจจุบัน ตรงกับคตินิยมของชาวอินเดียในปัจจุบันที่บูชางู มีพิธีเรียกว่านาคปัญจมี มีเมืองชื่อ นาคปุระ๘

นาลันทา ประกอบด้วยคำ 3 คำ คือ น, อลัง, และ ทา แปลตามตัวอักษรว่า ให้ไม่พอ แต่ความหมายก็คือ ให้ไม่รู้จักพอ สมณะอี้จิง บันทึก ไว้ว่า นาลันทา แผลงมาจากคำว่า นาคนันทะ ซึ่งอาจตั้งชื่อตามชื่อพญานาคที่ยึดครองที่นั้นและต่อมา พญานาคนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า นาคแห่งนาลันทา หรือ นาลันทานาค ท่านธรรมสวา มีชาวทิเบตซึ่งเดินทางมาเยี่ยมที่นี้เมื่อ พ.ศ. 1777 บันทึกไว้ว่า คำว่า นาลันทา หมายถึง เจ้าแห่งมนุษย์ (Lord of men)

นาลันทาในสมัยพุทธกาล
คำว่า นาลันทา ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก และอรรถกถาหลายครั้งในพุทธกาล เช่น ตอนที่ พระพุทธเจ้าตรัส เกวัฏฏสูตร แก่บุตรคฤบดี ชื่อเกวัฏฏะ และปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งแก้ข้อความ พระสูตรเดียวกัน เมืองนาลันทาตั้งอยู่ห่างจากกรุงราชคฤห์ 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร) มีสถานะเป็นเมืองเล็ก (township) แต่เป็นสถานที่ซึ่งมีชื่อเสียง เจริญรุ่งเรือง มีคนอาศัย อยู่มาก เป็นศูนย์กลางการค้าขาย เห็นได้จากมีข้อความอ้างถึงเสมอ เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จทางไกล ประทับแรม ณ ที่ใดที่หนึ่ง พระสังคีติกาจารย์ อ้างเสมอว่าสถานที่นั้น อยู่บริเวณใด แน่ ก็จะอ้างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทาว่า อนฺตรา จ ราชคหํ อนฺตรา จ นาฬนฺทํ ระหว่างกรุง ราชคฤห์ กับเมืองนาลันทา เช่น

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์ กับเมืองนาลันทา พร้อมด้วยภิกษุ หมู่ใหญ่ ประมาณ 500 รูป แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์ กับเมือง นาลันทา พร้อม ด้วยพรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์…

เมืองนาลันทามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ เป็นที่ซึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปมาเสมอ (โคจรคาม) นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญ ใกล้เคียง เช่น สวนมะม่วงชื่อ ปาวาริกะ ซึ่งทุสสิกปาวาริกเศรษฐีน้อมถวาย สวนอัมพลัฏฐิกา ปาฏลิคาม และพหุปุตตเจดีย์

ความสำคัญของเมืองนาลันทาสมัยพุทธกาล
นาลันทามีความสำคัญมาแต่ครั้งพุทธกาล เห็นได้จากกรณีที่พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศ ความเลื่อมใสของตน ในอนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณ ของพระพุทธเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อม ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น ซึ่งจะมี ปัญญาในทางพระสัมมาสัมโพธิญาณ ยิ่งกว่าพระผู้มี พระภาคเจ้า

เนื่องจากพระสารีบุตร ต้องการประกาศความเลื่อมใสของตนในเมืองนาลันทา เพราะว่าเมือง นาลันทา เป็นศูนย์การศึกษาแม้ในครั้งพุทธกาล เป็นศูนย์รวม นักปราชญ์นักวิชาการ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นเลิศทางด้านปัญญาประสงค์ จะประกาศให้เหล่านักวิชาการแห่งนาลันทา รับรู้ความ ยิ่งใหญ่ ของพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระผู้มีพระพุทธเจ้า

หลักฐานที่แสดงถึงความสำคัญ ของนาลันทาอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดง พรหมชาลสูตร ประกาศทิฏฐิ ๖๒ และทรง แสดงเกวัฏฏสูตร แสดงภาวะนิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมาย สูงสุด แห่งพระพุทธศาสนา ทิฏฐิ 62 เป็นประเด็นที่เจ้าลัทธิต่างๆ อภิปรายกันไม่รู้จบ เพราะเป็น ประเด็นเชิงอภิปรัชญา ไม่มีใครรู้จริง แต่อภิปรายกันตามความคิดเห็น พระพุทธองค์ทรงแสดง ให้บรรดาเจ้าลัทธิรู้ว่า วัตถุประสงค์ และประโยชน์ของทิฏฐิเหล่านี้คืออะไร มีขอบเขตเพียงไร อานิสงส์ที่เกิดจากการแสดงพระสูตรทั้ง 2 นี้มี 2 ระดับ คือ

ระดับวิชาการ พระพุทธองค์ทรงประกาศให้รู้ว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ครอบคลุมภูมิปัญญา ทุกระดับ ทิฏฐิ 62 ซึ่งเป็นเรื่องเชิงวิชาการ เป็นปรัชญา พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้ง แต่ไม่ประสงค์จะ อภิปรายตอบข้อสงสัย เพราะไม่มีประโยชน์ และจะกลายเป็นประเด็นให้เจ้าลัทธิ นำไปกล่าวอ้าง ในที่ต่างๆ ว่า พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ อย่างนี้

ระดับอุดมการณ์ พระพุทธองค์ทรงประกาศภาวะยิ่งใหญ่แห่งนิพพานว่า เป็นที่ดับสนิทของ มหาภูตรูป เป็นที่ดับสนิทแห่งนาม ภาวะที่ เรียกว่านิพพาน นี่แหละคืออุดมการณ์สูงสุด แห่งการ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

ความรุ่งเรืองหลังพุทธกาล
ภายหลังพุทธกาล ชื่อเมืองนาลันทาเงียบหายไประยะหนึ่ง หลวงจีนฟาเหียน ซึ่งจาริกมาสืบ ศาสนาในชมพูทวีป ราว พ.ศ. 944-953 บันทึกไว้ว่าได้พบเพียงสถูปองค์หนึ่งที่นาลันทา แต่ต่อมาไม่นาน กษัตริย์ราชวงศ์คุปตะพระองค์หนึ่งพระนามว่าศักราทิตย์ หรือกุมารคุปตะที่ 1 ซึ่งครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 958-998 ได้ทรงสร้างวัดอันเป็นสถานศึกษาขึ้นแห่งหนึ่ง ที่เมือง นาลันทา และกษัตริย์พระองค์ ต่อๆมาในราชวงศ์นี้ก็ได้สร้างวัดอื่นๆ เพิ่มขึ้นในโอกาสต่างๆ จนมีถึง 6 วัด อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในที่สุด ได้มีการสร้างกำแพงใหญ่อันเดียวล้อมรอบ ทำให้วัดทั้ง 6 รวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า นาลันทามหาวิหาร และได้กลายเป็น ศูนย์กลางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ แห่งสำคัญยิ่ง ที่นักประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เรียกกันทั่วไปว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา”

มหาวิทยาลัยนาลันทา
พระเจ้าหรรษาวรรธนะ มหาราชพระองค์หนึ่งของอินเดีย ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1149-1191 ก็ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของ มหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงจีนเหี้ยนจัง (พระถังซำจั๋ง) ซึ่งจาริก มาสืบพระศาสนาในอินเดียในรัชกาลนี้ ในช่วง พ.ศ. 1172-1187 ได้มาศึกษา ที่นาลันทา มหาวิหาร และได้เขียนบันทึกบรรยาย อาคารสถานที่ที่ใหญ่โตและศิลปกรรมที่วิจิตรงดงาม ท่านเล่าถึงกิจกรรม ทางการศึกษา ที่รุ่งเรืองยิ่ง นักศึกษามีประมาณ 10,000 คน และมีอาจารย์ ประมาณ 1,500 คน พระมหากษัตริย์พระราชทานหมู่บ้าน 200 หมู่โดยรอบให้ โดยทรงยกภาษี ที่เก็บได้ให้เป็นค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ผู้เล่าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น วิชาที่สอนมีทั้ง ปรัชญา โยคะ ศัพทศาสตร์ เวชชศาสตร์ ตรรกศาสตร์ นิติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ ตลอดจน โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และตันตระ

แต่ที่เด่นชัดก็คือนาลันทาเป็นศูนย์กลาง การศึกษาพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเพราะความ ที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือมาก จึงมีมีนักศึกษา เดินทางมาจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีน ญี่ปุ่น เอเซียกลาง สุมาตรา ชวา ทิเบต และมองโกเลีย เป็นต้น หอสมุดของนาลันทา ใหญ่โตมาก และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อคราวที่ถูกเผาทำลายในสมัยต่อมา มีบันทึกกล่าวว่า หอสมุดนี้ไหม้ อยู่เป็นเวลาหลายเดือน หลวงจีนอี้จิงซึ่งจาริกมาในระยะประมาณ พ.ศ. 1223 ก็ได้มาศึกษา ที่นาลันทาและได้เขียนบันทึกเล่าไว้อีก นาลันทารุ่งเรือง สืบมา ช้านานจนถึงสมัยราชวงศ์ปาละ (พ.ศ. 1303-1685) กษัตริย์ราชวงศ์นี้ก็ทรงอุปถัมภ์มหาวิหารแห่งนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย อื่นๆ โดยเฉพาะโอทันตปุระที่ได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังๆ นาลันทาได้หันไปสนใจการศึกษาพุทธศาสนาแบบตันตระ ที่ทำให้เกิด ความย่อหย่อน และหลงเพลินทาง กามารมณ์ ซึ่งเมื่อพระที่ควรงดเว้นเรื่องกาม ตามหลักคำสอน ของพระพุทธศาสนา กลับหันมาเสพกามเสียแล้ว ก็ทำให้เหล่าอุบาสก อุบาสิกาเริ่มเสื่อมศรัทธา จนส่งผลให้ไม่สนใจใยดีพระศาสนา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ฝ่ายเดียว ต่างจากลัทธิ พราหมณ์ เริ่มที่จะปรับตัวจนกลายมาเป็น ฮินดู การปรับตัวนั้นก็เพื่อต่อสู้กับการเจริญเติบโต ของพุทธศาสนา

จากลัทธิพราหมณ์ที่ไม่มีนักบวช ก็มี ไม่มีวัด ก็มี จากการเข่นฆ่าบูชายัญสัตว์ ก็หันมานับถือสัตว์ บางประเภทและประกาศไม่กินเนื้อ เช่น วัว สร้างเรื่องให้พระพุทธเจ้า ก็กลาย เป็นอวตารหนึ่ง ของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูและทำให้พุทธศาสนากลมกลืนกับศาสนาฮินดูมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุ สำคัญอย่างหนึ่งแห่ง ความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนา

ความล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา
ในประมาณ พ.ศ. 1742 กองทัพมุสลิมเติรกส์ ได้ยกมารุกรานรบชนะกษัตริย์แห่งชมพูทวีป ฝ่ายเหนือ และเข้าครอบครองดินแดนโดยลำดับ กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้เผาผลาญทำลายวัด และปูชนียสถานในพุทธศาสนาลงแทบทั้งหมด และสังหารผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา นาลันทา มหาวิหารก็ถูกเผาผลาญ ทำลายลงในช่วงระยะเวลานั้นด้วย

มีบันทึกของนักประวัติศาสตร์ ชาวมุสลิมเล่าว่า ที่นาลันทา พระภิกษุถูกสังหารแทบหมดสิ้น และมหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ก้าวถึงความพินาศสูญสิ้นลงแต่บัดนั้นมา

จากการบันทึกของท่าน ตารนาท ธรรมสวามินปราชญ์เขียนเอาไว้ว่า พอกองทัพมุสลิมยกทัพ กลับไปแล้ว พระ นักศึกษา และพระอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 70 องค์ ก็พากันออกมาจากที่ซ่อน ทำการสำรวจข้าวของที่ยังหลงเหลืออยู่ รวบรวมเท่าที่ จะหาได้ ปฏิสังขรณ์ตัดทอนกันเข้าก็พอได้ใช้สอยกันต่อมา และ ท่านมุทิตาภัทร รัฐมนตรีของ กษัตริย์ ในสมัยนั้น ได้จัดทุน ทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธ เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ที่นาลันทาขึ้นมาใหม่แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่งได้มีปริพาชก 2 คนได้เข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนขึ้น และคงคิดว่า เพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบ รวมเศษไม้แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืน ที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ ไปทั่วมหา วิทยาลัย นาลันทา ก็เป็นอันแหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัย นาลันทา อันเลื่องชื่อลือนาม ก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า มาตั้งแต่บัดนั้น ซากของนาลันทาที่ถูกขุดค้นพบในภายหลัง ยังประกาศยืนยันอย่างชัดเจน ถึงความยิ่งใหญ่ของ นาลันทาในอดีตในปลายพุทธศตวรรษที่ 25

การค้นพบนาลันทา
ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย นักโบราณคดีจำนวนมากได้มาสำรวจขุดค้นพุทธสถานต่างๆ ในอินเดียโดยอาศัยบันทึกของท่านเฮี่ยนจัง คนแรกที่มาสำรวจ คือ ท่าน ฮามินตัน (Lord Haminton) ใน พ.ศ. 2358 แต่ไม่พบ ได้พบเพียงพระพุทธรูปและเทวรูป 2 องค์เท่านั้น ซึ่งสถานที่พบอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2403 นายพลคันนิ่งแฮม ได้มาสำรวจและก็พบมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งใน ขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูงเท่านั้น ต่อมาจึงได้ขุดสำรวจตามหลักวิชาการโบราณคดี มหาวิทยาลัย ก็ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง บริเวณปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ และตรงหน้ามหาวิทยาลัยนาลันทา ได้มีพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ ที่เก็บรวมรวมโบราณวัตถุ ที่ขุดพบ ในมหาวิทยาลัยนาลันทา

สถาบันนาลันทาใหม่
อินเดียตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่ได้มีบทบาทอันยิ่งใหญ่ในการ สร้างสรรค์อารยธรรมของชมพูทวีป รวมทั้ง บทบาทของมหาวิทยาลัยนาลันทานี้ด้วย ใน พ.ศ. 2494 ก็ได้มีการจัดตั้งสถาบันบาลีนาลันทา ชื่อว่า “นวนาลันทามหาวิหาร” (นาลันทา มหาวิหา รแห่งใหม่) ขึ้น เพื่อแสดงความรำลึกคุณ และยกย่องเกียรติแห่งพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเพื่อ เป็นอนุสรณ์ แก่นาลันทามหาวิหาร มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอดีต

สถาบันนาลันทาที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากความเลื่อมใสของหลวงพ่อ เจ กัสสปะ สังฆนายกรูปแรกของ สงฆ์อินเดีย ท่านเป็นชาวเมืองรานชี (Ranchi) เมืองหลวงของรัฐจักกัน ท่านเกิดในตระกูล ที่ร่ำรวย เมื่อเป็นหนุ่มได้ศึกษาพุทธประวัติ เกิดศรัทธาอย่างมาก จึงอุปสมบทเป็น พระภิกษุ ที่ประเทศศรีลังกา และได้ออกปาฐกแสดงเรื่องความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต แก่ผู้นำรัฐบาลในกรุงนิวเดลี และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ โดยเปิดสอนในปี พ.ศ. 2494 และท่านได้เป็นครูสอนและผู้บริหารของสถาบัน ครั้งแรกเปิดสอนที วัดจีนนาลันทา ต่อมาได้ย้าย มาอยู่ตรงกันข้ามกับนาลันเก่า

ต่อมาชาวมุสลิมที่อยู่ที่หมู่บ้านนาลันทา ต้องการจะไถ่บาปที่บรรพบุรุษของตน ได้ทำไว้แก่ชาว พุทธ จึงมอบที่ดินจำนวน 12 ไร่เพื่อสร้างเป็น สถาบันบาลีนาลันทาแห่งใหม่ สถาบันนาลันทา ใหม่ ครั้งแรกมีเพียงตึก 2 หลัง ใช้เป็นสถานที่ทำงานของครูอาจารย์ และห้องสมุด อีกหลังหนึ่ง เป็นที่พำนักของนักศึกษานานาชาติ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2500 สถาบันนวนาลันทา ที่เปิดสอน ด้านภาษาบาลี และพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก และได้รับการรับรอง และสนับสนุนจากรัฐบาลกลางนิวเดลลี มีพระสงฆ์ จากประเทศต่างๆ ไปศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ไทย พม่า กัมพูชา อินเดีย บังคลาเทศ

โบราณสถานในนาลันทา

ปัฏนา

ปัฏนา (อังกฤษ: Paṭnā ฮินดี: पटना ) (ชื่ออื่น: ปาตลีบุตร, ปาฏลีบุตร, ปัตนะ, มคธ) เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร รัฐหนึ่งใน ประเทศอินเดีย ปัฏนาเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังมีผู้อาศัยอยู่ต่อเนื่อง ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อ 2,500 ปีก่อน ในสมัย พุทธกาล เมืองแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในแคว้นมคธ ที่ตั้งโดยพระเจ้า อชาตศัตรู เพื่อเป็นเมืองหน้าด่าน สำหรับ การเตรียมทำสงครามกับแคว้นวัชชี หลังจากพุทธกาล เมืองนี้มีความสำคัญ เพราะได้กลายเป็นเมืองหลวง ของแคว้น มคธ และมีพระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่ง พระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย คือพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์ เมารยะ ผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง ทรงอุปถัมภ์การทำตติยสังคายนา ณ อโศการาม โดยให้เมืองปัฏนา (หรือปาตลีบุตร ตามที่เรียกกันในสมัยนั้น) เป็นศูนย์กลางในการส่งสมณทูต ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนา ไปยังดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงสุวรรณภูมิ

ปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ยังคงเป็นเมืองหลวง และเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐพิหาร (แคว้นมคธในสมัยโบราณ) มีพื้นที่เมืองประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากกว่า 1 ล้าน 8 แสนคน โดยประมาณ

เมืองปัฏนา มีชื่อเรียกหลายคำ เช่น ปาฏลีบุตร ปาตลีบุตร ปัตนะ ในพระไตรปิฏกเรียกว่า บ้านปาฏลิคาม เมืองนี้สร้างโดย พระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาแห่งแคว้นมคธผู้ครองกรุงราชคฤห์ในสมัยปลายพุทธกาล โดยความประสงค์จะให้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชั่วคราวเพื่อใช้เป็นหมู่บ้านหน้าด่าน สำหรับตรวจความเคลื่อนไหว ของแคว้นวัชชีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามยึดแคว้นวัชชี ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูได้ส่งมหาอำมาตย์ ชื่อสุนีธะและวัสสการพราหมณ์มาเพื่อเป็นแม่กองในการสร้างหมู่บ้านปาฏลิคาม

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า ณ สถานที่นี้ในขณะกำลังสร้างหมู่บ้านด้วย ตามความใน ปาฏลิคามิยสูตร ว่า

พระพุทธเจ้าได้เสด็จมา และได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ข้ามฝั่งแม่น้ำ เพื่อข้ามมายังหมู่บ้านนี้ ชาวบ้านจึงเรียกท่าที่พระองค์เสด็จ ขึ้น และประตูหมู่บ้านที่พระองค์เสด็จเข้าว่า โคตรมติตถะ และ โคตมทวาร ตามลำดับ ซึ่งหลังจากพระองค์ได้ทอดพระเนตร ที่ตั้ง ของหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้แล้ว ได้ทรงทำนายไว้ว่า

อานนท์ มหาอำมาตย์ในแว่นแคว้นมคธชื่อสุนีธะและวัสสการะ จะสร้างเมืองในปาฏลิคาม เพื่อป้องกันเจ้าวัชชี ทั้งหลาย ประหนึ่งว่าปรึกษากับเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้วสร้างเมืองฉะนั้น … อานนท์ เมืองนี้จักเป็นเมืองเลิศแห่งที่ ประชุม ของเหล่า มนุษย์ผู้เป็นอริยะ และเป็นทางค้าขาย เป็นที่แก้ห่อสินค้า อันตราย 3 อย่าง (เท่านั้น) จักมีแก่เมือง ปาฏลิคาม (คือ) จากไฟ จากน้ำ และจากความแตกแห่งกันและกัน.”

จากความดังกล่าวพระพุทธองค์ทรงทำนายว่าหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลแห่งนี้ จะมีความสำคัญในอนาคต และปรากฏว่า หลัง พระพุทธ ปรินิพพานไม่ถึงร้อยปี หมู่บ้านสุดชายแดนแห่งนี้ก็กลายเป็นเมือง ที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ แห่งชมพูทวีป คือได้เป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ

จากความผันผวนทางการเมือง จากเหตุการณ์ล้มราชวงศ์พิมพิสาร และการย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธหลายครั้งในช่วง พ.ศ. 70 ที่เริ่มจากการที่อำมาตย์ และราษฎรพร้อมใจกันถอดกษัตริย์นาคทัสสก์ แห่งราชวงศ์ของพระเจ้าพิมพิสาร ออกจาก พระราช บัลลังก์ และยกสุสูนาคอำมาตย์ซึ่งมีเชื้อสายเจ้าลิจฉวี ในกรุงเวสาลีแห่งแคว้นวัชชีเก่า ให้เป็นกษัตริย์ตั้งราชวงศ์ใหม่ แล้วพระเจ้า สุสูนาคจึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธ ไปยังเมืองเวสาลีอันเป็นเมืองเดิมของตน และกษัตริย์พระองค์ ต่อมา คือพระเจ้ากาลาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาค ได้ย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธอีก จากเมือง เวสาลีมา ยังบ้าน ปาฏลิคาม ซึ่งกลายเป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา

ในเวลาต่อมา โดยเมืองนี้เป็นสถานที่ๆ มีการทำตติยสังคายนา โดยพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช พระมหา จักรพรรดิ ผู้ทรงเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อินเดีย และเมืองแห่งนี้ก็ได้เจริญรุ่งเรือง ในฐานะศูนย์กลาง ทางการค้า และเศรษฐกิจมาจนปัจจุบัน

ปัจจุบัน หลักฐานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ในฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ของเมืองแห่งนี้ได้สูญหายไป แทบหมดสิ้น เนื่องด้วยเมืองแห่งนี้มีพัฒนาการ มาโดยตลอดช่วงประวัติศาสตร์ เป็นไปได้ว่า ผู้คนในยุคหลังช่วงความเจริญ ของพระพุทธศาสนา ได้ทำลายหรือทอดทิ้งพุทธศาสนสถานไป และถูกฝังกลบ จนไม่เหลือร่องรอยให้เห็น เช่นเดียวกับ อโศการาม สถานที่นี้เคยเป็นที่ทำตติยสังคายนา อารามแห่งเดียวในพระพุทธศาสนา ในเมืองปัฏนาที่ยังคงเหลือซากอยู่

ปัจจุบันคงเหลือเพียงเสาหิน ของอาคารใหญ่ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ทำตติยสังคายนาอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ จมอยู่ใต้ดินในสระซึ่งมีน้ำเต็มตลอดทั้งปี และโบราณสถานส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่ใต้ดิน แต่ทางการอินเดียไม่มี ความประสงค์ เพื่อขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้ เพราะจะกระทบต่อบ้านเรือน ที่ตั้งอยู่ในเมืองปัฏนาเมืองหลวงของรัฐพิหาร ในปัจจุบัน

เวสาลี

เวสาลี หรือ ไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี ที่มีปกครองแคว้นวัชชี ด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรก ๆ ของโลก (บ้างก็ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย) เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่มั่น แห่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้ในปีที่ 5 หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น และในช่วงหลังพุทธกาล

เมืองแห่งนี้ได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของ พระเจ้าอชาตศัตรูพระราชา แห่งเมืองราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พิมพิสารในเมืองราชคฤห์ พระราชาองค์ต่อมาจึงได้ย้ายเมืองหลวง แห่งแคว้นมคธมายังเมืองเวสาลี ทำให้เมืองแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ ได้เป็นสถานที่ทำทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะเสื่อมความสำคัญ และถูกทิ้งร้างลงเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธ ไปยังเมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะ อันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน

ความสำคัญ
เวสาลีมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล โดยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้น ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากแคว้นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้นของชมพูทวีป มีการปกครอง ด้วยระบบสามัคคีธรรมหรือคณาธิปไตย ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบหนึ่ง คือไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงอำนาจสิทธิ์ขาด มีแต่ผู้เป็นประมุขแห่งรัฐซึ่งบริหารงานโดยความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะประกอบไปด้วยเหล่าสมาชิกจากเจ้าวงศ์ต่าง ๆ วึ่งรวมเป็นคณะผู้ครองแคว้น ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา กล่าวว่าเจ้าวงศ์ต่าง ๆ มีถึง 8 วงศ์ และในจำนวนนี้วงศ์เจ้าลิจฉวีแห่งเวสาลี และวงศ์เจ้าวิเทหะแห่งเมือง มิถิลา เป็นวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในสมัยพุทธกาล

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่เวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวันเป็นส่วนใหญ่ พระสูตรหลายพระสูตร เกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ และที่ กูฏาคารศาลา นี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดี โคตมีเถรี พระน้านางของพระพุทธองค์ พร้อมกับบริวาร สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก และในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงรับสวนมะม่วงของ นางอัมพปาลี นางคณิกาประจำเมือง เวสาลี ซึ่งนางได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่ เวฬุวคาม และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานแล้วได้ 100 ปี ได้มีการทำสังคายาครั้งที่ 2 ณ วาลิการาม ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองเวสาลี

ในช่วงไม่นานหลังพุทธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมืองเวสาลีได้ตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ โดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่ง ราชคฤห์ คัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า สาเหตุของการเสียเมืองแก่แคว้นมคธเพราะความแตกสามัคคีของเจ้าวัชชี เพราะการยุยงของ วัสสการพราหมณ์ พราหมณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรู ส่งเป็นไส้สึกเพื่อบ่อนทำลายภายใน เมื่อ พระเจ้าอชาตศัตรู ยกกองทัพมายึดเมืองจึงสามารถยึดได้โดยง่าย เพราะไม่มีเจ้าวัชชี องค์ใดต่อสู้ เพราะขัดแย้งกันเอง ทำให้แคว้นวัชชีล่มสลาย และเมือง เวสาลี หมดฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้น และตกไปอยู่ในอำนาจของ แคว้นมคธ

แต่จากเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธหลายครั้งในช่วง พ.ศ. 70 ที่เริ่มจากอำมาตย์ และราษฎรพร้อมใจกันถอดกษัตริย์นาคทัสสก์ แห่งราชวงศ์ของ พระเจ้าพิมพิสาร แห่งราชคฤห์ ออกจากพระราชบัลลังก์ และยกสุสูนาคอำมาตย์ซึ่งมีเชื้อสาย เจ้าลิจฉวี ใน กรุงเวสาลี แห่งแคว้นวัชชีเก่า ให้เป็นกษัตริย์ตั้ง ราชวงศ์ใหม่แล้ว พระเจ้าสุสูนาคจึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยัง เมืองเวสาลีอั นเป็นเมืองเดิมของตน ทำให้ เมืองเวสาลี มีความสำคัญ ในฐานะเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ทว่าก็เป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน เพราะกษัตริย์พระองค์ต่อมาคือพระเจ้ากาลาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาค ได้ย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธอีก จาก เมืองเวสาลี ไปยัง เมืองปาตลีบุตร ทำให้ เมืองเวสาลี ถูกลดความสำคัญลงและถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิงในช่วงพันปีถัดมา

ปาวา

ปาวา (อังกฤษ: Pava) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล เคยเป็นเมืองหลวง 1 ใน 2 เมืองหลวงของเจ้ามัลลกษัตริย์ แห่งแควันมัลละ 1 ใน 16 มหาชนบท ในสมัยพุทธกาล

ปาวาตามที่ปรากฏเรื่องราว ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้า เคยเสด็จผ่าน เมื่อคราวเสด็จจากเมืองเวสาลีไปยังกุสินารา เพื่อเสด็จดับขันธ ปรินิพพาน โดยพระพุทธเจ้าได้แวะพัก ที่ป่ามะม่วง ของ นายจุนทะเพื่อฉลอง ศรัทธา เสวยอาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์ ที่นายจุนทะกัมมารบุตร (นายจุนทะ บุตรของนายช่างทอง) จัดถวาย

ปัจจุบันเมืองปาวาเป็นโบราณสถาน ตั้งอยู่ 15 กิโลเมตรทางตะวันออกของกุสินารา ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

ความสำคัญ
พระพุทธเจ้าได้เสด็จผ่านเมืองแห่งนี้เพื่อไปยังสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา โดยได้ แวะพักที่ป่ามะม่วง ของนายจุนทะ และรับฉลองศรัทธาด้วย สุกรมัทวะ ตามรับสั่งของ พระองค์ เป็นพระกระยาหารมื้อสุดท้าย หลังจากพระองค์เสร็จ ภัตตกิจ พระองค์ได้ ประชวรลงปักขันธิกาพาธอย่างหนัก ทรงสั่งให้นายจุนทะ นำสุกรมัทวะ ไปฝังไว้ ณ บ่อน้ำ (ซึ่งบ่อนี้ยังปรากฏมาจนปัจจุบัน) หลังจากอนุโมทนา ทานแล้ว ได้เสด็จไปยัง เมืองกุสินารา โดยแวะที่กกุธารนทีระหว่างทาง

หลังพุทธปรินิพพาน เมืองปาวาได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 8 ส่วน แห่งพระบรมสารีริกธาตุ จากโทณพราหมณ์ด้วย โดยปรากฏสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่จนปัจจุบันนี้ (แต่พระบรมสารีริกธาตุได้ถูกพระเจ้าอโศก อัญเชิญไปประดิษฐานในที่อื่นแล้ว)

ปัจจุบันนอกจากสถูปพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังมีจุนทะสถูป สถานที่เสวย พระกระยาหาร ครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ด้วย โดยใกล้ ๆ กับสถูปมีบ่อน้ำโบราณ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นบ่อเดียวกันกับบ่อที่ฝังพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า

จุนทะสถูป สถูปโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสถานที่เสวยพระกระยาหาร
มื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า

พระมหาสถูปแห่งเกสเรีย มหาสถูปที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย

สาวัตถี

สาวัตถี (บาลี: Sāvatthī สาวัตถี; สันสกฤต: श्रावस्ती Śrāvastī ศราวัสตี; อังกฤษ: Sravasti) คือเมืองโบราณ ในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวง ของแคว้นโกศล 1 ใน แคว้นมหาอำนาจใน 16 มหาชนบท ในสมัยพุทธกาล เมืองนี้ รุ่งเรืองจากการที่เป็นชุมนุมการค้าขาย การทหาร เป็นเมืองมหาอำนาจใหญ่ ควบคู่กับ เมือง ราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ ในสมัยโบราณ ปัจจุบันเมืองนี้ เหลือเพียงซาก โบราณสถาน คนอินเดียในปัจจุบัน ลืมชื่อเมืองสาวัตถี (ในภาษาบาลี) หรือ ศราวัสตี (ในภาษาสันสกฤต) ไปหมดแล้ว คงเรียกแถบตำบลที่ตั้ง เมืองสาวัตถีนี้เพียงว่า สะเหถ-มะเหถ (Saheth-Maheth) ปัจจุบัน สะเหต-มะเหต ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

เมืองสวัตถี ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมือง ราชคฤห์ และ พาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขาย ในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมี พระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับ พระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถี นับว่าเป็นเมืองสำคัญในการเป็นฐาน ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า ที่สำคัญ เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุด ถึง 25 พรรษา เป็นที่ตรัสพระสูตรมากมาย และเป็นเมือง ที่พระพุทธศาสนามั่นคงที่สุด เพราะมีผู้อุปถัมภ์สำคัญ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา เป็นต้น

สาวัตถี ปัจจุบันยังมีซากโบราณสถานที่สำคัญปรากฏร่องรอยอยู่ คือวัดเชตวันมหาวิหาร (ซึ่งพระพุทธเจ้าเคย ประทับอยู่ถึง 19 พรรษา), บริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล, บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี (สถูป), บ้านบิดาของ องคุลีมาล (สถูป), สถานที่พระ เทวทัต ถูกแผ่นดินสูบ (หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร), ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ แล้วเสด็จ ไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา เป็นต้น

ต้นกำเนิดของสาวัตถี
ชื่อของเมืองมาจากชื่อของฤๅษีชื่อ สวัตถะ หรืออีกนัยหนึ่งเมืองสาวัตถี มาจากคำภาษา บาลี ที่แปลว่า มีสิ่งของเครื่อง อุปโภคบริโภคเพียบพร้อมทุกอย่าง หรือจากตำนานที่ว่า เมื่อพ่อค้ามาที่เมืองนี้มักถูกถามว่ามีข้าวของอะไรมาขายบ้าง ซึ่งคำว่าทุกอย่างมาจาก ภาษาบาลีว่า “สพฺพํ อตฺถิ” ซึ่ง สพฺพํ แปลว่า ทุกอย่าง หรือมาจากภาษาสันสกฤตว่า สรฺวํ อสฺติ จึงกลายมาเป็นชื่อเมืองนี้ว่า สาวัตถี หรือศราวัสตี

เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาล
เมืองสาวัตถีมีความเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองหลวง ของแคว้นโกศลมาแต่ก่อนพุทธกาล ในสมัยพุทธกาลเมือง สาวัตถี มีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครอง เมืองสาวัตถีในการ ปกครองของ พระเจ้าปเสนทิโกศล มีความสงบ และ รุ่งเรืองมาก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พระพุทธเจ้า เสด็จมาประทับจำพรรษาที่เมืองแห่งนี้มากที่สุดกว่า 25 พรรษา

สาเหตุสำคัญที่พระพุทธเจ้าเลือกเมืองนี้เป็นสถานที่จำพรรษานานที่สุดเพราะว่า พระเจ้า ปเสนทิโกศล เป็นพระญาติ กับ พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ โดยพระนาง เวเทหิอัครมเหสี ของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นพระภคินีของ พระองค์เอง (พระเจ้ามหาโกศล พระราชบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่งพระนางเวเทหิไปอภิเษกสมรส กับพระเจ้า พิมพิสาร และมอบเมืองในแคว้นกาสีให้พระเจ้าพิมพิสารเพื่อเป็นของขวัญ ทำให้เมือง สาวัตถี และเมืองราชคฤห์ เป็นไมตรีกันจนสิ้นรัชกาลของพระเจ้าพิมพิสาร) ทำให้พระพุทธเจ้าสามารถ มาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในเมือง สาวัตถี ได้สะดวก

เพราะพระเจ้าปเสนทิโกศล ย่อมมีความเกรงใจในพระศาสดาของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็น พระญาติของพระองค์เอง ซึ่งต่อมาคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า พระเจ้า ปเสนทิโกศล ได้สดับพระธรรมเทศนา จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน และเป็นองค์อัครพุทธ ศาสนูปถัมภกที่สำคัญองค์หนึ่ง โดยเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสหชาติ (คือเกิดปีเดียว กันกับพระพุทธเจ้า) และมีความรักเคารพและมีความสนิทสนม กับพระพุทธองค์มาก โดยทรงสร้างมหาสังฆารามถวายคือ ราชการามมหาวิหาร ซึ่งความสนิทสนมของ พระเจ้าปเสนทิโกศล กับพระพุทธองค์นั้น ปรากฏในหลายเหตุการณ์เช่น ทรงเข้ามาจูบ กอดพระบาทของพระพุทธเจ้า (ส่วนใหญ่ เหตุการณ์ เหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ใน ธรรมเจดีย์ สูตร โดยพระราชดำรัสของ พระเจ้าปเสนทิโกศลทั้งพระสูตร แสดงถึงเหตุผล ที่พระองค์ ทรงรักและเคารพพระพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบกับลัทธิศาสนาอื่นไปด้วย) หรือตอนหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้า เคยกล่าวตักเตือนพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า กินจุเหมือนหมู ซึ่งเป็นเครื่อง ยืนยันถึงความสนิทสนม กับพระพุทธองค์ได้อย่างดี และถึงแม้พระเจ้าปเสนทิโกศล จะศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่ทว่า พระองค์ไม่ได้กีดกั้น ผู้นับถือศาสนา อื่นแต่อย่างใด และยังคงให้ความอุปถัมภ์บำรุงศาสนาอื่นเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ เมืองสาวัตถี มีมหาอุบาสกมหาอุบาสิกาหลายคน เช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี, นางวิสาขามหาอุบาสิกา ซึ่งมีความเคารพรักศรัทธาสร้าง มหาสังฆารามวัดเชตวัน มหาวิหาร (ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และวัดบุพพาราม มหาวิหาร (ของนางวิสาขา) และให้การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ด้วยเหตุหลายประการดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาประทับที่เมืองนี้มากที่สุด โดยมาทรงประทับอยู่ถึง 25 พรรษา โดยแบ่งเป็น 19 พรรษาที่ วัดเชตวันมหาวิหาร และอีก 6 พรรษาที่วัดบุพพาราม

เนื่องด้วยพระพุทธองค์ประทับที่เมืองสาวัตถีนานที่สุด จึงทำให้เป็นเมือง ที่เกิดพระสูตร มากมาย เช่น มงคลสูตร ธรรมนิยามสูตร รวมไปถึงกาลามสูตร ที่ตรัสแสดง ณ เกสปุตตนิคม ก็อยู่ในอาณาเขตของแคว้นโกศลด้วย

ในช่วงปลายพุทธกาล ได้เกิดเหตุการณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรู ทำปิตุฆาต ปลงพระชนม์ พระราชบิดาของพระองค์เอง ทำให้พระนางเวเทหิ อัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร เสียพระทัยจนสิ้นพระชนม์ตามกันไป พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงกริ้วพระเจ้าอชาตศัตรูมาก จึงสั่งยึดเมืองในแคว้นกาสี ที่พระเจ้ามหาโกศลยกให้พระเจ้าพิมพิสารคืน โดยทรงถือ ว่า ผู้ฆ่าพ่อไม่มีสิทธิ์ได้รับสมบัติพ่อ และได้ทำสงครามกัน ผลัดกันแพ้ชนะ จนสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศลชนะ จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ แต่ไม่ประหารชีวิต เพราะเห็นแก่เป็น พระนัดดา แต่สั่งให้สละราชสมบัติแทน และต่อมา ก็ทรงให้พระเจ้าอชาตศัตรู กลับไป ครองราชสมบัติอีกด้วยคงเห็นพระทัย โดยในครั้งนั้นได้ทรงส่งพระราชธิดาของ พระองค์ ให้ไปอภิเษกด้วย ทั้งสองแคว้นจึงกลับมามีสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง ทำให้เมืองสาวัตถี และเมืองราชคฤห์ กลับเป็นไมตรีกันจนสิ้นรัชกาลของพระปเสนทิโกศล

ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าปเสนทิโกศล ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะพระราชโอรส ของพระองค์ เองยึดอำนาจ พระเจ้าปเสนทิ โกศลจึงทรงม้าหนีไปเมืองราชคฤห์ กับนางสนมคนหนึ่ง โดยหวังให้พระเจ้าอชาตศัตรูช่วยเหลือ เพื่อนำราชสมบัติ คืน แต่พระองค์เสด็จมาถึง เมืองราชคฤห์ ในเวลากลางคืน ช่วงนั้นเป็นเวลาปิดประตูเมือง ไม่สามารถเข้าประตูเมือง ได้ ทำให้พระองค์เสด็จสวรรคตหน้าประตูเมืองในคืนนั้นเอง เพราะทรงชราภาพ มีพระชนม์มากถึง 80 พรรษา และ เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล แถมยังต้องประทับ ค้างแรมอยู่ข้างนอกที่มีอากาศหนาว นางสนมที่ได้ติดตาม พระองค์ ก็ร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อถึงเวลาเช้าพระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งพึ่งทราบข่าวจึงอัญเชิญพระศพ ไว้ถวายพระเพลิง เสร็จสิ้นไปด้วยดี แต่ยังไม่ทันที่จะยกทัพไปรบกับพระเจ้าวิฑูฑภะ พระเจ้าอชาตศัตรู ก็ได้ข่าวว่า พระเจ้าวิฑูฑภะ กับกองทัพได้ถูกน้ำหลากพัดหายไป หลังจากบุกโจมตี กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะและทำการกวาดล้าง ศากยะวงศ์ จนหมดสิ้น (โดยเฉพาะใน กรุงกบิลพัสดุ์ และเป็นต้นตระกูลของพระพุทธองค์) เนื่องจากแค้นที่ถูกพวกศากยะวงศ์ ดูหมิ่นว่าตน เป็นลูกจัณฑาล

เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าวิฑูฑภะ สาวัตถีก็ขาดพระราชาปกครอง แต่ว่าเนื่องจากพระเจ้า อชาตศัตรูนั้น ทรงพระประสูติ มาจากพระนางเวเทหิ ผู้เป็นพระภคินี และเป็นพระภาคิไนย ของพระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งมีเชื้อสายแห่งราชวงศ์โกศล ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้มี เชื้อสายราชวงศ์โกศล จึงมีสิทธิ์ที่จะปกครองแคว้น จึงยกทัพไปบุกเข้ายึดเมืองสาวัตถี พร้อมกับแคว้นโกศลมาไว้ในอำนาจ และผนวกแคว้นโกศล และแคว้นสักกะที่อยู่ภายใต้ การปกครองของ แคว้น โกศลมาเข้ากับแคว้นมคธ มาด้วยกัน ทำให้เมืองสาวัตถีจึง สิ้นสุดความสำคัญ ในฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้นโกศล หลังจากนั้นการค้า ฯลฯ อำนาจ ต่าง ๆ ได้ไปรวมศูนย์ที่เมืองราชคฤห์ และสุดท้ายที่เมือง ปาฏลีบุตร ในฐานะเมืองหลวง แห่งแคว้น แต่วัดเชตะวันมหาวิหาร ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญทางศาสนาอยู่ แต่ทว่าจน ในที่สุดหลังพุทธ ศตวรรษที่ 18 เมืองสาวัตถีได้เสื่อมความสำคัญ และถูกทิ้งร้างไปโดย สิ้นเชิงจนเหลือแต่ซากโบราณสถานในปัจจุบัน

สาวัตถีในปัจจุบัน
กำแพงเมืองสาวัตถีโบราณ ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ภายในกำแพงเมือง มีโบราณสถานคงเหลืออยู่ มากมาย เช่น ซากบ้านของบิดาพระองคุลีมาล, ซากคฤหาสถ์ ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี, และวัดเก่าแก่ที่สร้างอุทิศแก่ พระติรธังกร (ศาสดาองค์แรก ของศาสนาเชน) บริเวณนอกเขตเมืองสาวัตถียังมีสถานที่สำคัญเช่น ซากยมก ปาฏิหาริย์ สถูป (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์)และวัดเชตวันมหาวิหาร (พระอารามที่พระพุทธเจ้า ทรงจำพรรษามากที่สุดในพุทธกาล) ซึ่งเป็นสถานที่แสวงบุญ สำคัญ ของชาวพุทธทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีวัดที่ ประเทศต่างๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ มาสร้างไว้ ได้แก่ ประเทศไทย เกาหลีใต้ ศรีลังกา พม่า ธิเบตและจีน

วัดพุทธนานาชาติ

4.1 วัดไทยเชตวันมหาวิหาร 939

ซึ่งในมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี นับได้ว่าทรงครองราชย์นาน ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด และในวโรกาสที่พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา พสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิ สมภารต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีสมานฉันท์ที่จะจัดสร้างอนุสรณ์สถาน คือ วัดไทยเชตวันมหาวิหาร ในพุทธภูมิขึ้น และได้เลือกสถานที่ที่มีทำเลเหมาะสม ที่ซึ่ง พระบรมศาสดา พระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษานานที่สุด (25 พรรษา) เพื่อเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธไทยทั้งชาติ ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล

และตามนโยบายการ ขยายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต สาย ประเทศอินเดีย-เนปาล ดำริที่จะ สร้างตั้งแต่ พ.ศ.2530 ในสมัยพระสุเมธาธิบดี เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตในขณะนั้น และได้สืบสานให้ต่อเนื่องใน พ.ศ. 2545-ถึงปัจจุบัน มีพระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทฺโธ) เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ได้ดำริให้พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (คมสรณ์) ปฎิบัติหน้าที่ เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวัน มหาวิหาร โดยสร้างขึ้นในวันที่ 9 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ซึ่งวัดตั้งอยู่ในปริมณฑลโบราณ สถานวัด พระเชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐีมหาอุบาสกสร้างถวายพระพุทธเจ้า ทรงจำพรรษา 19 พรรษา กับมหาสถูป ยมกปาฏิหาริย์ สารีปุตตสถูป และโมคคัลลานะสถูป มีพื้นที่เริ่มแรก จำนวน 38 ไร่ (เท่ากับมงคล 38 ที่พระพุทธเจ้าแสดง) โดยสังกัดมหานิกาย

4.2 วัดบุพพาราม (วัดป่า)
4.3 วัดไทยสาวัตถีพุทธวิปัสสนา
4.4 ศูนย์ปฎิบัติธรรมแดนมหามงคลชัย

พาราณสี

พาราณสี (บาลี: Bārāṇasī พาราณสี; สันสกฤต: वाराणसी, Vārāṇasī วาราณสี, เสียงอ่านฮินดูสถาน: [ʋaːˈɾaːɳəsiː]  ( ฟัง)) เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี (Kingdom of Kashi) ในสมัยพุทธกาล ปัจจุบันตั้งอยู่ใน รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ห่างจากลัคเนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ อุตตรประเทศ เป็นระยะทาง 320 กิโลเมตร พาราณสีมีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน เป็นเมืองที่ศักดิสิทธิ์ที่สุดหนึ่งในเจ็ดเมืองศักดิสิทธิ์ (สัปดาปุริ, Sapta Puri)

ในความเชื่อของศาสนาฮินดู และศาสนาเชน พาราณสีมีประวัติความเป็นมา ยาวนาน กว่า 4,000 ปี เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอินเดีย และยังจัดเป็นเมืองที่มีผู้อยู่ อาศัยต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกด้วย ถือว่าเป็นสุทธาวาส ที่สถิต แห่งศิวเทพ ถือว่าเป็นเมืองอมตะของอินเดีย และเป็นที่แสวงบุญทั้งของชาวฮินดู และชาวพุทธทั่วโลก ครั้งสมัยอาณานิคม เมืองนี้มีชื่อว่า เบนาเรส (Benares)

พาราณสียังเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนาในหลายด้าน โดยมีอาณาเขต ครอบคลุมถึง ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา แก่พระปัญจวัคคีย์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ. อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองพาราณสี

สังกัสสะ บรรไดสวรรค์..สู่โลกมนุษย์

สังกัสสะ (อังกฤษ: Sankassa) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะ เป็นเมืองที่เสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่พระองค์ เสด็จไป ทรงจำพรรษาที่ 7 หลังการตรัสรู้ ณ ดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก โปรดพระพุทธมารดา

ปัจจุบันสังกัสสะตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสังกิสสะ บะสันตะปุระ (Sankissa Basantapura) ในจังหวัดฟารุกาหบาท (Farrukhabad) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เมืองแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้แสวงบุญ ไปจาริกเท่าใดนัก เนื่องจากการเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ในปัจจุบันเป็นไป ด้วยความยากลำบาก

ความสำคัญ
นอกจากเมืองแห่งนี้จะเป็นสถานที่เสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บริเวณที่ใกล้กับสังกัสสะนั้นคือที่ตั้งของเมือง กโนช์ หรือ กเนาช์ ซึ่งมีชื่อในภาษาบาลีว่า “กณฺณกุช” และในภาษาสันสกฤตว่า “กานฺยกุพฺช”

โดยเมืองกโนช์มีความสำคัญ ในหลังพุทธกาล คือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เมืองนี้ได้เป็น เมืองหลวง ของพระเจ้า หรรษวรรธนะ (Haravardhana) ผู้ทรงเป็น พุทธศาสนูปถัมภก ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และเมือง กโนช์ได้เป็นที่มั่นสำคัญยิ่ง แห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนา ในยุคนั้น โดยเมื่อ หลวงจีนถังซำจั๋ง ได้มาเยี่ยมเมืองแห่งนี้ ท่านได้บันทึกไว้ว่า มีวัดกว่าร้อยวัด และมีพระอยู่ประจำกว่าหมื่นรูป ทั้งสงฆ์เถรวาท และมหายาน

ความเป็นมา

เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ นครสาวัตถีแล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์โปรดพุทธมารดา ตลอดเวลา 3 เดือน ต่อเมื่อวันมหาปวารณาออกพรรษา จึงเสด็จลงมาสู่มนุษยโลก พระมหาโมคคัลลาน์แสดงปาฏิหาริย์เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์  ทูลถามว่าพระองค์จะเสด็จมาสู่โลกมนุษย์ ณ ที่ใด พระพุทธองค์ตรัสถามว่า พระสารีบุตรและเธอจำพรรษาที่ใด เมื่อทราบคำกราบทูลว่า ท่านทั้งสองจำพรรษาอยู่ที่นครสังกัสสะ พระพุทธองค์จึงทรงตกลงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนครวันนั้นเรียกกันว่า วันเทโวโรหนะ

นครสังกัสสะในอนาคต ที่ท่านหลวงจีนฟาเหียน เรียกว่า กังเกียส นั้น ประวัติศาสตร์ในยุคหลังปรินิพพานไม่ชัดเจนนัก ทราบเพียงส่วนที่กล่าวไว้ในสังคีติ คือ เมื่อการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่พระเถระชื่อว่ เรวตะ มาพักที่นครสังกัสสะ แล้วค่อยเดินทางไปร่วมประชุมที่ วาลิการามนครสาลี ตามบันทึกยังกล่าวอีกว่า บริเวณนครสังกัสสะมีอาณาเขตถึง ๒,๐๐๐ ลี้ มีวัดทางพระพุทธศาสนาถึง ๔ วัด พระสงฆ์อีก ๑,๐๐๐ รูป ทั้งหมดเป็นพระทางฝ่ายมหายานนิกาย สัมมิติยะ มีเทวาลัยอยู่ ๑๐ แห่ง และในเมืองนี้ยังมีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวกันว่า คราวเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จลงมาจากดาวดึงส์สวรรค์ ปรากฏบันไดทิพย์บันไดแก้ว ขึ้นนภากาศ ปรากฏบันไดเงินขึ้นทางขวาเป็นที่ลงของพระพรหม ทางซ้ายเป็นที่ลงของเทพยดา เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จ พื้นดินชั้นบันไดทั้ง ๓  ก็อันตรธานเหลือโผล่ให้เห็นเพียง  ๗ ชั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงขุดคูลึกลงไปถึงบาดาล ก็ยังไม่สิ้นสุด พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธายิ่ง จึงสร้างอุโบสถคลุมบันไดไว้พร้อมกับโปรดให้สร้างพระพุทธรูปสูง ๑๖ ฟุต ฝังเสาศิลาจารึก และประดิษฐานรูปช้างไว้บนยอดเสา ตามเรื่องยังเล่าให้เห็นความมหัศจรรย์ของสิงโตไว้อีกหลายมุม

หลวงจีนถังซัมจั๋ง (พ.ศ. ๑๓๐๐) ได้บันทึกถึงจดหมายเหตุถึงนครสังกัสสะว่า พลเมืองที่อยู่อาศัยที่สังกัสสะ มีกิริยานุ่มนวล พวกผู้ชายตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน มีสังฆารามใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปงามวิจิตร ในบริเวณสังฆารามมีบันได ๓ ชั้น ตั้งเรียงกันเป็นที่หมายว่าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์สู่โลกมนุษย์ที่แห่งนั้น  ซึ่งปัจจุบันนี้มีแต่เพียงซากอุโบสถเป็นเสมือนกองดินเป็นเนินสูงขึ้นไป เบื้องล่างใกล้เคียงกันมีเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ส่วนบนเป็นรูปช้างแต่ก็ถูทำลายลงเหลือแต่เพียงตอเท่านั้น

ตามประวัติศาสตร์ของอินเดีย บันทึกไว้ว่า สังกัสสะเป็นเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งที่มั่นคงเมื่อถึงกาลอวสาน สภาพเมืองกลับกลายเป็นป่าในที่สุด ยิ่งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๒๖ (ค.ศ.๑๑๘๓) บรรดาพราหมาณ์พากันยุยงราชาไชยจันทร์แห่งเมืองการเนาช์ว่าพระพุทธศาสนาเป็นภัยร้ายแรงต่อฮินดู หากขืนปล่อยไว้บ้านเมืองจะล้มสลาย ราชาไชยจันทร์จึงกรีฑาทัพมาทำลายเสียราบเรียบ สังกัสสะจึงกลายสภาพเป็นเศษกองอิฐและเสื่อมสลายกลายเป็นแผ่นดินท้องทุ่งโล่งในที่สุด

โกสัมพี

โกสัมพี (อังกฤษ: Kosambi) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวง ของแคว้นวังสะ 1 ใน มหาชนบทในสมัยพุทธกาล เมืองนี้รุ่งเรืองจากการที่เป็นชุมนุม การค้าขายในสมัย โบราณ ปัจจุบันเมืองนี้ เหลือเพียงซากโบราณ สถาน รูปโค้งพระจันทร์เสี้ยวริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านโกสัม (Kosam) หรือหมู่บ้านหิสัมบาทตชนบท  จังหวัด อัลลฮาบาต รัฐอุตตรประเทศ ของอินเดีย ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 59 กิโลเมตร

เมืองนี้ได้เริ่มต้นทำการขุดค้นทางโบราณคดีโดยศาสตรจารย์ จี.อาร์.ชาร์มา แห่งมหาวิทยาลัย อัลลาหบาต ในปี พ.ศ. 2492 และมีการสำรวจอีกครั้งในปี พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2499 ปัจจุบันปรากฏ หลักฐานที่ได้จากการสำรวจขุดค้นเป็นที่แน่นอนแล้ว โดยยังคงมีซากกำแพงเมืองปรากฏให้เห็นอยู่ และได้ค้นพบวัดโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นวัดโฆสิตารามมหาวิหาร วัดที่สร้างขึ้น ในสมัยพุทธกาล ซึ่งมีการค้นพบบาตรดินโบราณ พระพุทธรูป และโบราณวัตถุจำนวนมากภาย ในแหล่งขุดค้นเมือง โกสัมพีแห่งนี้ โบราณวัตถุส่วนใหญ่ทางการอินเดียได้นำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมืองอัลลหบาต

ความสำคัญ ความเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติ

โกสัมพีมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล เป็นเมืองหลวงแห่งแคว้น ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก แคว้นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้นของชมพูทวีป ในสมัยพุทธกาลเมืองแห่งนี้มีพระเจ้าอุเทนราชา เป็นเจ้าผู้ ครองแคว้น มีความสำคัญในฐานะเป็นเมือง ศูนย์กลางทางการค้าระหว่างแคว้นที่สำคัญแคว้นหนึ่ง ในทีฆนิกาย มหาวรรค ระบุว่าพระอานนท์เคยทูลขอให้พระพุทธองค์ ควรมาปรินิพพานที่เมืองใหญ่ โกสัมพีนี้ แทนที่จะเป็นเมืองกุสินารา ที่เป็นเมืองเล็ก

ในสมัยพุทธกาลเมืองแห่งนี้ปรากฏวัดในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 4 วัด คือ โฆสิตารามมหาวิหาร, กุกกุฏารามมหาวิหาร, ปาวาริการามมหาวิหาร หรือปาวาริกัมพวัน และพัทริการามมหาวิหาร ซึ่งสร้างโดย มหาเศรษฐีแห่งโกสัมพี 3 คน คือ โฆสก เศรษฐี, กุกกุฏเศรษฐี และปาวาริกเศรษฐีตามลำดับ โดยสาม วัดแรกเศรษฐีทั้งสามได้สร้างถวาย พระพุทธเจ้า ในคราวเดียวกัน

ตามคัมภีร์พระพุทธศาสนาระบุว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับจำพรรษาที่ 9 ณ โกสัมพี และมีโอกาส เสด็จมาประทับ ณ เมืองโกสัมพีหลายครั้ง และบางครั้งได้ประทับอยู่นาน ได้ทรงแสดงพระสูตรต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก รวมทั้งทรงบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุสงฆ์หลายสิกขาบท ซึ่งรวมถึงสิกขาบท ในสุราปานวรรค ข้อที่ห้ามพระดื่มสุราด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ที่พระธรรมธร และวินัยธร แห่งโฆสิตารามมหาวิหารทะเลาะกันด้วยเรื่องการคว่ำขันน้ำในห้องน้ำ เกิดเป็นสังฆเภท

(แม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาตักเตือนก็ไม่ยอมกัน จึงทำให้พระพุทธองค์เสด็จไปจำพรรษาที่ 10 ที่รักขิตวัน ในป่าปาริไลยกะ ออกพรรษาแล้วจึงเสด็จไปเมืองสาวัตถี พระที่ทะเลาะกันสำนึกผิด และคืนดีกันได้ในระหว่างพรรษา เมื่อออกพรรษาพระเหล่านั้น จึงพร้อมใจกันไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี เพื่อกราบทูลขออภัยโทษ)

และเรื่องพระฉันนะ (คนเดียวกับฉันนะอำมาตย์ที่พาเสด็จออกผนวช) ถูกพระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์ ลงพรหมทัณฑ์ จนสำนึกผิด และกลับใจปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหัต

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในเมืองโกสัมพี ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เช่น เรื่อง โฆสกเศรษฐี, พระพากุละ, พระปิณโฑลภารัทวาชะ, เรื่องพระเจ้าอุเทนราชากับพระนางสามาวดี พระนางมาคันทิยา พระนางวาสุลทัตตา เป็นต้น รวมทั้งเรื่องพระนางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า จ้างให้นักเลงและเดียรถีย์เหล่ามิจฉาทิฏฐิ ติดตามด่าพระพุทธองค์ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นต้นเหตุของ พระพุทธภาษิตสำคัญที่ถือได้ว่าเป็นธรรมะสอนใจดียิ่ง

วังสะ แคว้นหนึ่ง ในสิบหกแคว้นของชมพูทวีป หรืออินเดียโบราณ รวมเรียกว่า มหาชนบท ซึ่งล้วนมีอำนาจรุ่งเรือง มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แคว้นวังสะ ตั้งอยู่บนลุ่มน้ำ ยมนา ทางทิศใต้ของแคว้นโกศล ทางทิศตะวันออกของแคว้นกาสี และทางทิศเหนือของ แคว้นอวัมตี มีเมืองหลวงชื่อ โกสัมพี เป็นชุมทางการค้าขาย

ในรัชสมัย พระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพี เจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีบุคคลร่ำรวยขั้นเศรษฐี จำนวนมาก เช่น โฆษกเศรษฐี กุกกุฎเศรษฐี ปาวาริกเศรษฐี พระนางสามาวดี คหบดี และเศรษฐีจำนวนมาก รวมทั้งเศรษฐีทั้งสามคนดังกล่าวแล้ว ได้สร้างวัดถวาย พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์หลายแห่ง เช่น โฆษกเศรษฐี สร้างวัดโฆสิตาราม กุกกุฎ เศรษฐี สร้างวัดกุกุฎาราม ปราวาริกเศรษฐี สร้างวัดปาวาริการาม พระพุทธเจ้าเสด็จมา จำพรรษาที่เก้า และทรงแสดงพระธรรมเทศนาหลายสูตร เช่น ชาลียสูตร ว่าด้วยการ โต้ตอบกับชาลียะปริพาชก เรืองชีวะกับสรีระ โกสัมพีสูตร ว่าด้วยภิกษุชาวโกสัมพี แตกสามัคคีกัน

พระถังซัมจั๋ง ได้เดินทางไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย ระหว่างปี พ.ศ.1172 – 1187 ได้บันทึกถึงเมืองโกสัมพีว่า ได้กลายเป็นเมืองร้าง มีแต่ซากอาคารบ้านเรือน พบซากสังฆารามสิบแห่ง ภายในกำแพงเมืองมีซากวิหารขนาดใหญ่ เห็นซากกำแพง สูง 60 ฟุต พบซากสังฆารามที่เป็นโฆสิตาราม มีพระสถูปสูง 200 ฟุต ปรากฎอยู่

ซากเมืองโกสัมพีในปัจจุบัน

ที่มา: จากวิกิพีเดีย

จันทร์ - ศุกร์
เวลา 09.00-17.30 น